AIA Call Center 1581
ประเทศไทย

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

เอไอเอ ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตมานานกว่า 70 ปี ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2481 และเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มบริษัทเอไอเอ นอกจากธุรกิจประกันชีวิตแล้ว เอไอเอ ประเทศไทย ยังให้บริการประกันภัย อุบัติเหตุและสุขภาพ ประกันสินเชื่อ ประกันภัยกลุ่ม และให้บริการเป็นผู้จัดการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับประสบการณ์ด้านการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทย เอไอเอ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2539 และ เริ่มดำเนินธุรกิจการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภายใต้ฝ่ายจัดการกองทุน ในปี 2540 เพื่อให้บริการด้านการจัดการกองทุนแก่ลูกค้าองค์กร ทั้งบริษัทชั้นนำระดับสากล บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ณ 31 ธันวาคม 2556 เอไอเอมีสินทรัพย์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การจัดการทั้งสิ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท จากจำนวนนายจ้างมากกว่า 1,000 บริษัท และ จำนวนสมาชิกมากกว่า 122,000 ราย

เกี่ยวกับ Corporate Solutions
Corporate Solutions (CS) เป็นหน่วยงานของกลุ่มบริษัท เอไอเอ (AIA Group) ที่ทำหน้าที่ดูแลและ ให้บริการด้านสวัสดิการสำหรับพนักงานแก่ลูกค้าองค์กรต่าง ๆ ในแถบภูมิภาคเอเชีย อันประกอบไปด้วย การประกันภัยกลุ่มสวัสดิการพนักงาน การประกันสินเชื่อ และการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในด้านสวัสดิการสำหรับพนักงาน ในแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีในการส่งมอบการให้บริการ และให้คำปรึกษาที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

นอกจากนี้ หน่วยงาน CS ยังได้ขยายช่องทางการให้บริการ และให้คำปรึกษาในด้านประกันสวัสดิการแก่พันธมิตรธนาคาร สถาบันทางการเงิน และ กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ

ค้นหาที่ตั้งสำนักงานตัวแทนใกล้คุณ ...

คลิกที่นี่

AIA Insurance Adviser

ติดต่อเอไอเอ

AIA Call Center 1581
จันทร์ – เสาร์ (8:00-20:00 น.)
ต้องการข้อมูล และเสนอแนะเพิ่มเติม คลิกที่นี่
ฝ่ายจัดการกองทุน
(662) 634-8888
ระบบข้อมูลและสอบถามยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
> สำหรับสมาชิก
> สำหรับนายจ้าง


source : www.settrade.com

แบบประกันชีวิตสำหรับคุณ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ลักษณะของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • เป็นการออมเงินทั้ง 2 ฝ่าย คือ ลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสม และ นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 2 - 15 ของค่าจ้างต่อเดือน โดยที่นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง
  • กองทุนจะต้องมีคณะกรรมการกองทุน ประกอบด้วยผู้แทนซึ่งนายจ้างแต่งตั้ง และผู้แทนซึ่งลูกจ้างเลือกตั้งตามจำนวน และวิธีการที่กำหนดโดยข้อบังคับกองทุน
  • กองทุนจะต้องบริหารโดยบริษัทจัดการ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคล
  • กองทุนจะต้องนำไปจดทะเบียนกับนายทะเบียน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้กองทุนมีลักษณะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่อยู่ภายใต้การบังคับคดี
  • กองทุนอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550

บริการด้านการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • บริการให้คำแนะนำในการกำหนดระเบียบข้อบังคับกองทุน และการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องสำหรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระเบียบข้อบังคับในอนาคต
  • บริการยื่นจดทะเบียนกองทุนกับสำนักงาน ก.ล.ต. รวมถึงการยื่นแก้ไขข้อบังคับกองทุนและเปลี่ยนแปลงกรรมการกองทุนในอนาคต
  • จัดการบริหารการลงทุนของกองทุนภายใต้นโยบายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่กำหนด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกกองทุนเป็นสำคัญ
  • บริการจัดทำทะเบียนสมาชิกกองทุน บันทึกบัญชีและจัดทำรายงานต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
  • บริการด้านคำแนะนำและศึกษาการเปลี่ยนแบบแผนเงินสวัสดิการเพื่อการเกษียณอายุประเภทอื่นๆ มาเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • บริการรูปแบบสมาชิกเลือกลงทุน “Employee’s Choice” ที่ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำแนะนำการจัดแผนการลงทุน การเลือกประเภทนโยบายการลงทุน ตัวอย่างแบบประเมินตนเอง (Self Evaluation Test) การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่สมาชิก โปรแกรม Excel สำหรับการหักเงินสะสมสมทบ การทำทะเบียนสมาชิก การสับเปลี่ยนแผนการลงทุน เป็นต้น
  • บริการพิเศษเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น
    • บริการตรวจสอบยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของสมาชิก ผ่านระบบตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ (IVR) และ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
    • บริการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น คู่มือสมาชิกกองทุน วารสารโฟกัสกองทุน เป็นต้น
    • มีบริการด้านสวัสดิการอื่นๆ เช่น การประกันชีวิตกลุ่ม การประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ การประกันสินเชื่อ สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น

จุดแข็งและศักยภาพของเอไอเอในการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • เป็นบริษัทชั้นนำระดับสากล และมีความมั่นคงสูง
  • มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทยยาวนานกว่า 70 ปี และจัดเป็นนักลงทุนสถาบันรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ
  • มีเครือข่ายและมุมมองการลงทุนระดับสากล ด้วยทีมงานมืออาชีพและมีประสบการณ์อันยาวนาน
  • มีกระบวนการวิเคราะห์การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินทรัพย์และผู้ออกตราสาร
  • การบริหารงานโปร่งใส มีจรรยาบรรณ มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด ปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • ให้บริการที่ดีเลิศและครบวงจร ทั้งการบริหารจัดการลงทุนและทำทะเบียนสมาชิก (One Stop Service) รองรับ Employee’s Choice ได้หลายรูปแบบ
  • มีบริการเสริมพิเศษอื่นๆ เช่น บริการตรวจสอบยอดเงินกองทุนของสมาชิกผ่านระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติและอินเตอร์เน็ต บริการให้ความรู้สมาชิก สินเชื่อส่วนบุคคล ประกันกลุ่ม ฯลฯ

 

ประโยชน์ต่อนายจ้าง

  • เงินสมทบที่นำส่งเข้ากองทุน สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างในปีนั้นๆ
  • กองทุนบริหารโดยบริษัทจัดการ ช่วยลดภาระด้านการบริหารเงินลงทุน การจัดทำบัญชี และรายงานต่างๆ
  • สะท้อนความมั่นคง และความเอาใจใส่ของนายจ้างต่อลูกจ้าง เป็นภาพลักษณ์ที่ดีด้านสวัสดิการขององค์กร
  • ช่วยลดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน และปัญหาการเข้า-ออกของลูกจ้าง

ประโยชน์ต่อลูกจ้าง

  • เป็นสวัสดิการเงินออม เพื่อเป็นหลักประกันของลูกจ้างในอนาคตจะได้มีเงินก้อนไว้ใช้เมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเป็นหลักประกันของครอบครัวกรณีเสียชีวิต
  • ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างเพิ่มจากเงินเดือนประจำทุกเดือน
  • ดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ไม่ต้องเสียภาษี (ตราบเท่าที่ยังเป็นสมาชิกอยู่ในกองทุน)
  • ลดภาระด้านภาษีในแต่ละปี โดยเงินสะสมที่ส่งเข้ากองทุนแต่ละปี สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินปีละ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างและไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีในปีภาษีนั้น
  • ได้รับยกเว้นภาษีเงินก้อนที่ได้รับจากกองทุน ในกรณีสมาชิกเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือ เกษียณอายุ (มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีอายุสมาชิกกองทุนอย่างน้อย 5 ปี)
  • กรณีลาออกจากงานหรือเกษียณอายุสามารถคงเงินทั้งหมดไว้ในกองทุนได้ โดยกรณีเกษียณอายุสามารถขอรับเงินเป็นรายงวดได้

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การบริหารจัดการกองทุนจะมุ่งเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือ ทรัพย์สิน หลายประเภทซึ่งมูลค่ายุติธรรมหรือราคาตลาดของหลักทรัพย์หรือ ทรัพย์สินการลงทุนในแต่ละประเภทนั้นสามารถผันแปรได้ มูลค่าของหลักทรัพย์การลงทุนย่อมอาจจะลดลงหรือเพิ่มสูงขึ้นได้ และส่งผลให้ผู้ลงทุนอาจจะได้รับเงินไม่เท่ากับจำนวนเดิมที่ลงทุนเริ่มต้น ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นจะแปรเปลี่ยนไปตามประเภทของการลงทุน
  • ข้อความหรือความคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้อาจมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงในเวลาใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า บริษัทฯไม่เชิญชวนหรือ แนะนำให้มีการกระทำการใดๆ โดยยึดถือข้อมูลในเอกสารนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงพื้นฐาน
  • ข้อมูลบางส่วนในเนื้อหาของเอกสารนี้ อาจจะนำมาจากแหล่งที่มาซึ่งเราได้ พิจารณาแล้วว่าเชื่อถือได้ แต่ทั้งนี้ เราไม่ได้รับรองว่าข้อมูลทุกอย่างนั้นถูกต้อง สมบูรณ์ทั้งหมด อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่นำมาอาจไม่สามารถเชื่อถือได้

กรณีที่สินค้ามีข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม และต้องการสร้างหน้าใหม่ เช่น รายงาน หรือข้อมูลอื่นๆ

ประเภทกองทุนที่นำเสนอ

  1. กองทุนเดี่ยว
    เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทหรือกลุ่มบริษัท ที่มีเงินกองทุนอยู่เดิมมากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยที่การบริหารจัดการจะเป็นเอกเทศ มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นกว่ากองทุนร่วม โดยการกำหนดนโยบายการลงทุนจะเป็นการกำหนดร่วมกันระหว่างคณะกรรมการกองทุน และบริษัทจัดการ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับกองทุน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากนายจ้างรายอื่น
  2. กองทุนร่วม
    เป็นกองทุนที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่ยังไม่เคยจัดตั้งกองทุนมาก่อน หรือ มีขนาดกองทุนน้อยกว่า 100 ล้านบาท สามารถจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ โดยการนำเงินกองทุนของแต่ละบริษัทเหล่านั้นมาบริหารรวมกัน ซึ่งจะทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการจัดการอีกด้วย โดยการกำหนดนโยบายการลงทุนจะเป็นการกำหนดโดยบริษัทจัดการ ปัจจุบัน กองทุนร่วมที่เอไอเอนำเสนอจะดำเนินการในรูปแบบ Master Pooled Fund ภายใต้ชื่อ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เอไอเอมาสเตอร์พูล ซึ่งจดทะเบียนแล้ว” โดยเป็นกองทุนหลายนายจ้าง และมีนโยบายการลงทุนหลายนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมี 6 นโยบายการลงทุน (Sub-Funds) ที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
1. นโยบายการลงทุน ตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น
ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทตราสารแห่งหนี้ ซึ่งมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวงถาม หรือ มีอายุการถือครองไม่เกิน 397 วัน นับแต่วันที่ลงทุน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ เป็นต้น โดยไม่มีการลงทุนในตราสารทุน(หุ้น)
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และ รักษาเงินต้น
ระดับความเสี่ยง: (1) ต่ำ
ต่ำ สูง
2. นโยบายการลงทุน ตราสารแห่งหนี้
ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทตราสารแห่งหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มิใช่หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้นกู้อนุพันธ์ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ เป็นต้น โดยไม่มีการลงทุนในตราสารทุน(หุ้น)
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และ กำไรจากส่วนต่างของราคาพันธบัตร
ระดับความเสี่ยง: (2) ค่อนข้างต่ำ
ต่ำ สูง
3. นโยบายการลงทุนผสม (หุ้น ไม่เกิน 5%)
ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทตราสารแห่งหนี้ และ ตราสารแห่งทุน เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มิใช่หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้นกู้อนุพันธ์ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ เป็นต้น โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของนโยบายการลงทุนนี้
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และ กำไรจากส่วนต่างของราคาตราสารหนี้ และส่วนน้อยจากเงินปันผล และกำไรจากส่วนต่างของราคาตราสารทุน
ระดับความเสี่ยง: (3) ต่ำ ถึง ปานกลาง
ต่ำ สูง
4. นโยบายการลงทุน ผสม (หุ้น ไม่เกิน 25%)
ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทตราสารแห่งหนี้ และ ตราสารแห่งทุน เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มิใช่หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้นกู้อนุพันธ์ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ เป็นต้น โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) ไม่เกินร้อยละ 25 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของนโยบายการลงทุนนี้
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และ กำไรจากส่วนต่างของราคาตราสารหนี้ และส่วนน้อยจากเงินปันผล และกำไรจากส่วนต่างของราคาตราสารทุน
ระดับความเสี่ยง: (4) ปานกลาง ถึง สูง
ต่ำ สูง
5. นโยบายการลงทุน ตราสารแห่งทุน
ลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทตราสารแห่งทุน เช่น หุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบห้าของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของนโยบายการลงทุนนี้ โดยส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เช่น เงินฝากธนาคาร ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น เพื่อดำรงสภาพคล่อง
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปเงินปันผล และกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นเป็นหลัก
ระดับความเสี่ยง: (7) สูง
ต่ำ สูง
6. นโยบายการลงทุน ในหน่วยลงทุน ต่างประเทศแบบ Feeder Fund
ลงทุนในหน่วยลงทุนของ “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ ฟันด์” โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เงินฝากธนาคาร ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น เพื่อดำรงสภาพคล่อง ซึ่ง กองทุนเปิดอเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ ฟันด์ มีนโยบายการลงทุนใน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ (สิงคโปร์) ชื่อ Aberdeen Pacific Equity Fund (กองทุนหลัก) ที่ลงทุนในตราสารแห่งทุน ซึ่งกองทุนรวม Aberdeen Pacific Equity Fund บริหารและจัดการโดยบริษัทจัดการลงทุน Aberdeen Asset Management Asia Limited กองทุนรวมดังกล่าวมีนโยบายการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์หรือ Portfolio ของ Asian-Pacific Equities/เอเชียน-แปซิฟิก เอคคิวตี้ แต่ไม่ครอบคลุมถึงตราสารทุนของญี่ปุ่น
วัตถุประสงค์การลงทุน: ต้องการผลตอบแทนในรูปเงินปันผล และกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นเป็นหลัก
ระดับความเสี่ยง: (7) สูง
ต่ำ สูง
Q : นายจ้างสามารถตั้งกองทุนให้กับพนักงานและบริหารเองได้หรือไม่

A : หากนายจ้างจัดตั้งกองทุนเองและบริหารเองจะไม่ถือเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งกำหนดว่า เมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งกองทุนขึ้น ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ส่วนการจัดการกองทุน ตาม พ.ร.บ. กำหนดให้การจัดการกองทุนจะต้องดำเนินการโดยบุคคลซึ่งมิใช่นายจ้าง และได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการกองทุน โดยการดำเนินการยื่นจดทะเบียนคำขอในเรื่องต่าง ๆ ระหว่างกองทุนกับนายทะเบียน จะดำเนินการผ่านบริษัทจัดการ ดังนั้นกองทุนที่นายจ้างจัดตั้งและบริหารเองจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งเงินจะไม่ได้ถูกแยกต่างหากจากทรัพย์สินของนายจ้าง และสมาชิกจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

Q : ลูกจ้างรวมตัวกันจัดตั้งกองทุนเอง โดยนายจ้างไม่สมทบเงินเข้ากองทุนได้หรือไม่

A : ไม่ได้ เนื่องจากตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดว่า กองทุนจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้น โดยลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนนั้น

Q : กฎหมายบังคับให้ทุกบริษัทต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่

A : ปัจจุบันการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคสมัครใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยกเว้น บริษัทที่ประสงค์จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะต้องจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์การนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

Q : ลูกจ้างจะได้รับเงินเท่าใดเมื่อออกจากกองทุน และได้รับเมื่อใด

A : ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ จะได้รับเงินสะสมของตนเองพร้อมผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งจำนวน แต่ในส่วนเงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบ จะได้รับตามเงื่อนไขที่ระบุในข้อบังคับกองทุน ซึ่งแต่ละนายจ้างจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยบริษัทจัดการจะดำเนินการจ่ายเช็คให้สมาชิกภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ โดยที่คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้แจ้งการสิ้นสมาชิกภาพให้บริษัทจัดการทราบ

Q : หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินกองทุนจะตกเป็นของใคร

A : เมื่อลูกจ้างสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะต้องกรอกแบบฟอร์มระบุผู้รับประโยชน์กรณีสมาชิกเสียชีวิต ซึ่งสามารถระบุให้ใครก็ได้ กี่คนก็ได้แต่เมื่อรวมสัดส่วนทุกคนแล้วต้องได้ 100% โดยสมาชิกสามารถแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์เมื่อใดก็ได้โดยกรอกแบบฟอร์มใหม่ส่งให้คณะกรรมการกองทุนหรือฝ่ายบุคคล กรณีที่สมาชิกมิได้ระบุผู้รับประโยชน์ กฎหมายระบุให้จ่ายเงินให้บุคคลตามหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. บุตรให้ได้รับสองส่วน แต่ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน
  2. สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน
  3. บิดามารดา หรือ บิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน

ถ้าผู้ตายไม่มีบุคคลดังกล่าวใน (1) (2) หรือ (3) หรือมีแต่ได้ตายไปก่อน ให้แบ่งเงินที่บุคคลนั้นมีสิทธิจะได้รับให้แก่บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ตามส่วนที่กำหนดข้างต้น