จุดอ่อนในบ้าน สาเหตุสุขภาพพัง

 

ระวัง! 10 จุดอ่อนของบ้าน อาจเป็นสาเหตุสุขภาพพังโดยไม่รู้ตัว

เพราะคนเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน เป็นที่พักผ่อน เติมพลังชีวิต ดังนั้นบ้านจึงเป็นสถานที่ที่ต้องสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย วันนี้ขอชวนทุกคนมาสำรวจสุขภาวะของการอยู่อาศัย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพนั่นเอง

เริ่มสำรวจตัวเองกันเลยว่าที่ผ่านมา สมาชิกในบ้านเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่?
ถ้าสมาชิกในบ้าน ซึมเศร้า หงอยหงา เบื่ออาหาร ภูมิแพ้ แสบตา เวียนหัว โดยไม่รู้สาเหตุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็ก ให้ลองสังเกต 10 จุดในบ้านต่อไปนี้ที่อาจเป็นต้นเหตุให้ป่วยแบบเรื้อรังก็เป็นได้

1. สีทาบ้าน
ถ้าอยู่ในบ้านเฉย ๆ ก็รู้สึกแสบตา แสบจมูก วิงเวียน อาจเป็นเพราะสีทาบ้านที่ใช้มีส่วนประกอบของค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในปริมาณที่สูงเกินกว่า 5-50 g/l หากสารนี้เข้าสู่ร่างกายอาจจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจ หากใครได้รับสารในปริมาณมากก็จะทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และอวัยวะภายในอื่น ๆ หรือหากสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ที่สำคัญสารพิษ VOCs นี้อยู่ในร่างกายคนเราได้นานถึง 30 ปีเลยทีเดียว

2. แสงไฟและหลอดไฟ

ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ ควรใช้หลอดไฟ Warm White ที่ให้แสงในโทนส้ม เพราะทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นกันเอง เพราะจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับห้อง ข้อควรระวังคือ อาจทำให้สีที่สะท้อนกลับมาไม่ตรงตามความจริงได้ เช่น ทำให้การแต่งหน้ามีสีที่ผิดเพื้ยนไปได้ นอกจากนี้สามารถเลือกใช้หลอดไฟประเภท Warm White ผสานกับแบบ Cool White ในห้องทานข้าวจะช่วยให้บรรยากาศดูอ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังส่งเสริมให้อาหารดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือการใช้หลอดไฟโทน Warm White เพื่อเน้นเฟอร์นิเจอร์ให้ดูโดดเด่นท่ามกลางแสง Daylight เป็นต้น เพราะบางครั้งการใช้หลอดไฟ Cool White อย่างเดียวอาจมำให้สีอาหารดูซีด จนลดความอยากอาหารของคนในครอบครัวก็เป็นได้

3. โคมไฟ

- ตำแหน่งโคมไฟฝ้าเพดาน ต้องไม่ตรงตำแหน่งเตียง เพราะความร้อนจากโคมไฟที่ส่องตรงศีรษะ และเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานบนเตียง หรือนอนอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง เพราะท่านั่งและการจัดสรีระผิดปกติ

-ตำแหน่งโคมไฟตั้งโต๊ะ ไม่ควรวางในมุมที่แสงสว่างสะท้อนมากจากด้านหลัง หรือด้านบนศีรษะ เพราะแสงจะส่งผลให้เกิดเงาพาดลงบนโต๊ะทำงาน และบริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ควรหันโคมไฟเข้ากับผนังด้านหลังจอ เพื่อให้แสงสว่างสะท้อนกว้างขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดเงา และทำให้การนั่งทำงานมีประสิทธิภาพ และสบายตามากขึ้น

-ความสูงของโคมไฟตั้งโต๊ะ ต้องกับระยะการส่องสว่างของแสงไฟ ไม่ควรเลือกโคมไฟที่มีความสูงเกินไปหรือเตี้ยเกินไป ควรเลือก โคมไฟตั้งโต๊ะ ที่มีความสูงรวมกับโต๊ะ ประมาณ 60 -64 นิ้ว เพื่อช่วยให้แสงสว่างกระจายได้ทั่วถึงระหว่างที่นั่งทำงาน

4. เครื่องปรับอากาศ

-หลีกเลี่ยงการติดตั้งบริเวณหัวเตียง ทำให้การนอนเป็นการนอนใต้แอร์ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในระยะยาว ซึ่งแอร์จะเป่าลมโดนแค่บริเวณร่างกาย แต่ไม่ครอบคลุมบริเวณห้อง กระจายความเย็นไม่เท่ากันทั้งห้อง และเป็นจุดวนกลับของอากาศเสียภายในห้องเข้าสู่เครื่องปรับอากาศ ทำให้อาจสูดอากาศไม่ดีที่สุดของห้องเข้าไป เวลาตื่นนอนอาจมีอาการเจ็บคอ และระคายเคืองผิวอีกด้วย เพราะในระหว่างที่หลับ ร่างกายจะสูญเสียความชุ่มชื้น

-หลีกเลี่ยงการติดตั้งบริเวณปลายเตียง ส่งผลกระทบให้ร่างกายไม่แข็งแรง เพราะตรงกับปลายเท้าที่เป็นอวัยวะที่รวมจุดสำคัญไว้ หากปล่อยให้เท้าได้รับความเย็นเป็นระยะเวลานาน จะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ไม่สบายบ่อย

-ปลายเท้าชา เนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก

-ควรติดตั้งให้ลมเย็นเป่าด้านข้างของเตียงนอน ทำให้ลมเย็นพัดผ่านตัวด้านข้าง เพื่อไม่ให้ทิศทางลมจากแอร์พุ่งลงที่ศีรษะโดยตรง ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการเจ็บป่วยและไม่สบาย แถมบำรุงรักษาและทำความสะอาดได้สะดวก

-ล้างแอร์ ตามระยะเวลาที่สมควรอย่างสม่ำเสมอ 3 – 6 เดือนครั้ง ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบ้าน

5. พรม

อาจเป็นแหล่ง สะสมฝุ่น ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ จึงควรเลือกพรมให้เหมาะสมและสอดคล้องพื้นที่ใช้งานมากที่สุด ดังนี้

- ทำจากวัสดุที่ต้านทานความชื้นและเชื้อรา เลือกวัสดุที่ระบายความชื้นได้เร็ว ไม่ดูดซับความชื้นเก็บไว้ ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น นาโนเทคโนโลยี สามารถผลิตให้ตัววัสดุมีคุณสมบัติป้องกันเชื้อราและความชื้นได้

- ขนสั้น ช่วยลดการสะสมฝุ่นและความชื้น และยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย

- หลีกเลี่ยงพรมที่ทำจากขนสัตว์ หรือเส้นใยจากพืช เพราะเป็นแหล่งอาหารที่ดีให้กับเชื้อรา เป็นสาเหตุหลักของภูมิแพ้เลยทีเดียว

6. บ้านอับ สร้างเชื้อรา สะสมสารเคมีในบ้าน

สังเกตว่าหากพบเชื้อราขึ้นกระเป๋า ขึ้นเสื้อผ้า หรือตามเฟอร์นิเจอร์ แถมยังมีกลิ่นอับในบ้าน มักจะเป็นเพราะการไม่เปิดประตูหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน เพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างเหมะสม เพราะอาจกลัวฝุ่น แมลง หรืออาจรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือบ้านอับ มีเชื้อราและสารเคมีสะสมในบ้าน จนเกิดอาการแสบตา คัดจมูก ดังนั้นจึงควรเปิดบ้านระบายอากาศบ้าง เพื่อหมุนเวียนอากาศในบ้านที่อาจมีสารเคมี หรือเชื้อโรคปะปนอยู่ให้เจือจางลง ทำให้ลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว รวมถึงช่วยลดแนวโน้มการเกิดเชื้อราอีกด้วย

7. เสียงดัง
หากมีเสียงดังรบกวน อาจส่งผลให้เกิดความเครียด อารมณ์เสียง่าย ควรสำรวจว่าบ้านของเรามีเสียงดังรบกวนมาจากอะไรบ้าง แล้วหาทางแก้ไข นอกจากนี้ หากแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงได้ผ่านทาง หน่วยงาน Noise Code Task Force ได้

การกรองเสียง/ป้องกันเสียงจากภายนอก

- ปลูกต้นไม้เป็นแนว

- ปิดรู ช่องโหว่ รอยร้าวที่ผนัง หลังคา ประตู และหน้าต่าง

- ใช้วอลเปเปอร์แบบหนาช่วยดูดซับเสียง
- เลือกผ้าม่านชนิดหนา ๆ ช่วยลดทอนคลื่นเสียง

การป้องกันเสียงจากภายในบ้าน

- ปิดรู อุดช่องต่างๆ ที่ทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เช่น ช่องว่างใต้ประตู

- การปูพรมทางเดิน เพื่อชะลอการกระแทกและช่วยดูดซับเสียง
- ควรวางเตียงห่างจากผนังห้อง
-  ติดแผ่นวัสดุอะคูสติกดูดซับและกันเสียง

8. ปลั๊กไฟ
มีงานวิจัยระดับสากลพบว่า คลื่นดังกล่าวมีผลต่อสุขภาพและการทำงานของสมอง ตำแหน่งปลั๊กหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าควรมีระยะห่างจากพื้นที่กิจกรรมอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในห้องนอน ไม่น้อยกว่าระยะที่กำหนด ตามด้านล่างนี้ เพื่อเลี่ยงการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยตรง
0.30 ม. – แล็ปท็อปเครื่องปรับอากาศ พัดลม คอมพิวเตอร์ เครื่องชงกาแฟ เครื่องเป่าผม เครื่องปิ้งขนมปัง

0.60 ม. – โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปั่นอาหาร เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า

1.20 ม. – โทรศัพท์มือถือ แทปแล็ต เครื่องส่งสัญญาณไวไฟ เตาไมโครเวฟ

9. บ้านมืด
บ้านที่มืดจนแสงธรรมชาติส่องเข้ามาไม่ถึง เกิดผลเสียมากมาย อาจจะทำให้คนในบ้านรู้สึกเหนื่อยล้า เซื่องซึมไม่กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ไม่ดี คิดอะไรไม่ออก นอนหลับกลางคืนไม่เต็มที่ มีงานวิจัยพบว่า การที่เราได้สัมผัสแสงธรรมชาติ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการทำงาน รวมทั้งมีผลดีต่อการผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายสามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ดีขึ้นอีกด้วย วิธีที่จะช่วยให้บ้านสว่างขึ้นง่ายๆ ได้แง่

-ตกแต่งห้องโทนสีอ่อน เพราะช่วยกระจายแสงได้ดีกว่า

-ทำความสะอาดกระจก ให้ใสสะอาดอยู่เสมอ

-เปลี่ยนจากม่านทึบ ๆ มาเป็นม่านกรองแสงสีขาวหรือสีอ่อน

-ตกแต่งห้องด้วยกระจกเงา ช่วยกระจายแสงให้สว่างไปทั่วทั้งห้อง และทำให้ห้องดูกว้างขวางมากขึ้น

10. หันบ้านผิดทิศ

ออกแบบบ้านให้ถูกทิศเพื่อหลบแดด รับลมจะช่วยให้บ้านเย็นสบายขึ้นได้ ห้องที่ใช้ประจำควรหันไปทางทิศเหนือและมีพื้นที่ต่อเนื่องไปทางทิศใต้ หรือ ทิศตะวันตก หรือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากทิศเหนือเป็นทิศที่มีแสงสว่างตามธรรมชาติโดยไม่มีแสงแดดเข้ามาตลอดทั้งวัน ทำให้เวลากลางวันมีแสงสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และการเปิดรับแสงธรรมชาติ สามารถลดแนวโน้มภาวะเครียด/ซึมเศร้าให้คนในบ้านได้อีกด้วย ส่วนทิศตะวันตก จะได้รับลมธรรมชาติดีที่สุด รองลงมาคือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ตามลำดับ